Skip to content

พลังแห่งสติ

May 16, 2010

บทความนี้โพสท์ครั้งแรกที่ http://sati-panya.exteen.com/20100516/entry-1

วันนี้ ผมนั่งว่างๆ อยู่เห็นมีรุ่นน้องคนหนึ่งกล่าวในทวิตเตอร์ว่า ท่าน ว. วชิรเมธี ได้มาพูดในรายการ “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” ที่ออกอากาศเมื่อคืนอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ผมเห็นว่าเนื้อหาการสนทนานั้นมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ และเนื่องจากผมยังไม่เห็นการถอดบทสนทนา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการอ้างอิงในภายหลัง ดังนั้น ผมจึงขอถอดบทสนทนามาไว้ในบล๊อกนี้ บวกกับที่ท่านบอกว่าเราต้องช่วยกันส่งเสียงเรียกสติคนไทยกลับคืนมา ดังนั้นผมจึงเห็นควรว่าผมต้องแสดงออกอะไรสักอย่าง แต่ด้วยสถานะปัจจุบันของตัวผมเอง เป้าหมายในชีวิต ความเชื่อส่วนบุคคล และเรื่องอื่นๆ ผมไม่ใช่คนที่จะไปเป็นผู้นำการชุมนุมเรียกร้องอะไร ผมทำได้แต่เพียงนำเสนอสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมเชื่อ และสิ่งที่ผมพยายามจะทำ

ถ้าไม่มีเวลาก็ขอแนะนำให้อย่างน้อยก็อ่านที่ผมทำตัวหนาไว้ ผมคิดว่านั่นคือประเด็นที่เราควรจะรับรู้ และปฏิบัติ ผมพยายามถอดบทสนทนาให้ได้ครบถ้วนที่สุด หากพบข้อผิดพลาดตรงไหน กรุณาช่วยแจ้งด้วยนะครับ และหากเห็นว่ามีส่วนไหนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ คัดลอกไปได้โดยไม่ต้องขออนูญาตเลยครับ แต่ช่วยอ้างอิงกลับมาด้วยนะครับ เผื่อมีการปรับปรุงแก้ไข หรือท่านอื่นต้องการอ่านเพิ่มเติม จะได้หาอ่านกันสะดวกๆ ครับ

[เพลง 21 Guns ของ Green Day]

Do you know what’s worth fighting for?
รู้หรือไม่ ว่าเราต่อสู้กันไปเพื่ออะไร
When it’s not worth dying for?
ทั้งๆ ที่ไม่คุ้มค่ากับความสูญเสีย
Does it take your breath away
and you feel yourself suffocating?
รู้สึกไหมว่าเหมือนหายใจไม่ออกจนแทบขาดลม
Does the pain weight out the pride?
ความสูญเสียมันน่าภูมิใจตรงไหน
And you look for a place to hide?
เมื่อทุกคนต่างต้องหาที่หลบซ่อน
Did someone break your heart inside?
ใครหนอทำร้ายจิตใจ
You’re in ruins
จนทำให้คุณแตกหักได้ถึงขนาดนี้

One, 21 guns
Lay down your arms, give up the fight
ปะทะกันเพื่ออะไร
ทิ้งอาวุธลงเสียเถิด
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky, you and I
ปะทะกันเพื่ออะไร
วางอาวุธลง
แล้วหันหน้าเข้าหากัน

คุณวู้ดดี้: สวัสดีครับ พี่น้องชาวไทย ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา หลายคนตั้งคำถามนะครับว่าแขกรับเชิญของวู้ดดี้ ในค่ำคืนนี้ คืนวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะเป็นใคร จะเป็นดาราดังคนไหน จะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่มาจากประเทศไหน หรือว่าจะเป็นคนที่อยู่ในกระแสคนใด แต่ ในค่ำคืนนี้ ผมขอนำเสนอประเด็นที่ผม และทีมของผม คิดมาหลายสัปดาห์แล้วนะครับ แต่เราอาจจะไม่กล้าที่จะนำเสนอ แต่สุดท้ายเราคิดว่า มันถึงเวลาแล้วหละครับ ที่เราอาจจะต้องตื่น ตื่นจากความคิดที่ว่า เราไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาใหญ่ของประเทศ ผมก็นั่งแล้วก็นึกย้อนนะครับ ถึงแขกรับเชิญของผมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ว่าใครน้อ จะสามารถมานั่งพูดคุยสนทนากับวู้ดดี้ได้ในค่ำคืนนี้ และอย่างน้อย เราได้คำตอบ หรือได้สติกลับคืนมา กับปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น แขกรับเชิญของวู้ดดี้ในค่ำคืนนี้ คือ พระอาจารย์ ว. วชิรเมธี นมัสการครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เจริญพร

คุณวู้ดดี้: วู้ดดี้ต้องยอมรับนะครับว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเนี่ย สติมันไม่อยู่กับตัว นอกจากนั้นแล้วมันมีความเครียดเข้ามาด้วย ซึ่งผมเชื่อว่า พี่น้องชาวไทยอีกหลายคนเนี่ย คงต้องรู้สึกแบบผมแน่ๆ ตั้งแต่ผมเกิดมา และใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้เนี่ย ผมไม่เคยเห็นอารมณ์ หรือความรู้สึกแตกแยกที่หนัก และสาหัสเท่ากับทุกวันนี้

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ประวัติศาสตร์มักจะวนกลับมาที่ เดิม

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สิ่งที่เปลี่ยนไปในเวลาก็คือ ตัวละคร

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: โลกทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยกระแส โลภาภิวัติ เราใช้ศัพทืว่าโลกาภิวัติใช่มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แต่พระอาจารย์ อยากจะปรับนิดนึงนะ

คุณวู้ดดี้: โลภาภิวัติ?

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: โลภาภิวัติกคือ ความโลภ บวกกับ อภิวัติ คือ โลกนี้เนี่ยถูกผลักดันให้ขับเคลื่อนไปด้วยความโลภ คือเรามุ่งเข้าสู่โลกของการแข่งขัน

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ภายใต้คำศัพท์หรูๆ ที่เรียกกันว่า ทุนนิยม

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ทุนนิยมไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ทุนนิยม ที่เป็นปัญหาก็คือ ทุนนิยมที่ไม่มีหัวใจ

คุณวู้ดดี้:อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ก็คือ มุ่งแต่กำไรสูงสุด

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: โดยที่ไม่สนว่าจะก่อให้เกิดผล กระทบอะไร

คุณวู้ดดี้: วันนี้ ทุกคนที่ดูเทปนี้อยู่ นะครับ เห็นประเด็นที่เราพูดคุยอยู่เนี่ย นะครับ ก็อาจจะเกิดตั้งคำถามในใจว่า คำตอบที่เราได้รับวันนี้ จากศาสนาพุทธก็ดีเนี่ย มันจะสามารถนำมาใช้กับโลกปัจจุบันได้หรอครับ พระอาจารย์

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อาตมาคิดว่ามันได้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คือถ้ามันไม่ได้เนี่ยนะ พุทธศาสนานี่ก็ต้องเจ๊งนะสิ ใช่มั๊ย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า หลักธรรมใช้ได้หรือไม่ได้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ปัญหาก็คือเราเนี่ยไม่ค่อยหยิบมาใช้

คุณวู้ดดี้: ระยะเวลาประมาณสองเดือนที่ผ่านมาเนี่ยครับ ผมในฐานะสื่อคนนึง เรามองว่า กับปัญหาที่เกิดขึ้น กับประเทศไทย ณ ปัจจุบันเนี่ย เราควรจะต้องช่วยกันแก้ ช่วยกันทำให้ปัญหานี้มันหมดสิ้น ผมก็ถามตัวเองตลอดเวลาว่า แล้วใครจะมานั่งคุยกับเรา และให้คำตอบที่แท้จริงได้ ถ้าเกิดเชิญคนนี้มา เดี่ยวเค้าจะหาว่า เราเลือกฝ้ายนี้ ถ้าเชิญอีกคนนึงมา เค้าก็จะหาว่า เลือกฝ่ายโน้น มันเหมือนกับว่า ไม่มีใครเป็นกลางอีกต่อไปแล้วในสังคมนี้ ผมเลยถามพระอาจารย์ต่อว่า สำหรับกระแสหนึ่ง ที่บอกว่า พระอาจารย์ก็เลือกฝั่งด้วยในเวลาเดียวกันเนี่ย ท่านจะตอบเค้าว่าอย่างไร ถ้าเค้าบอกว่าท่านเลือกฝั่ง

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อย่าว่าแต่พระอาจารย์เลยนะ พระสงฆ์เกือบทั้งหมด ก็มีคนไปป้ายสีว่า นี่นะ พระสงฆ์กระแสหลักก็เลือกข้าง พระสงฆ์นอกกระแสหลักก็เลือกข้าง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ก็เหลือองค์เดียวเท่านั้นแหละที่ไม่เลือก ข้างตอนนี้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระประธานที่วัดน่ะ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ฉะนั้น ในเวลานี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกป้ายสี

คุณวู้ดดี้: ครับ แสดงว่าพระอาจารย์รู้ใช่มั๊ยว่าพระอาจารย์โดน

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: รู้สิ ก็ถ้าพระอาจารย์ไปออกทีวีของรัฐนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เค้าก็บอกพระอาจารย์เลือกข้างไปแล้ว

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าพระอาจารย์ไปออกเคเบิ้ลทีวี

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ทีวีของรัฐก็บอก พระอาจารย์ก็เลือกอีกแล้ว

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ตกลง พระอาจารย์เลือกข้างนี่ก็เพราะว่า ขึ้นอยู่กับว่าไปออกทีวีของใคร

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เห็นมั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: และสิ่งนี้นี่เป็นสิ่งที่เป็น อันตรายยิ่งกว่าการเลือกข้างคืออะไรรู้มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: การที่เราคนไทยตัดสินกันง่ายๆ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพียงเพราะว่า เขาไปออกทีวีบางช่อง หรือเค้าไปให้สัมภาษณ์บางสื่อ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: หรือเพียงเพราะว่า เค้าไปสวมเสื้อบางสี ซึ่งไม่ตรงกับสีที่เราชอบ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระอาจารย์คิดว่าสิ่งนี้น่ากลัว ยิ่งกว่าการเลือกข้าง คือ การเลือกที่จะไม่ใช้ปัญญา

คุณวู้ดดี้: บางคนเค้าก็บอกพระอาจารย์เลือกสีแล้ว พระอาจารย์ห่มเหลือง พระอาจารย์รู้สึกยังไงครับกับคำพูดเหล่านั้น

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คนที่พูดอย่างเนี้ยค่อนข้างที่จะ อ่อนปัญญานะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ไม่ใช่ปัญญาอ่อน

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ปัญญาอ่อนนี่คือ ไม่มีปัญญา แต่อ่อนปัญญานี่คือ มีปัญญา แต่ไม่ยอมใช้ปัญญาเลย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ทำไมคุณจึงไปตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ล่ะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าคุณเห็นพระห่มเหลืองแล้วคุณก็บอกว่า “โอ้ ท่าน ว. ก็สีเหลืองซิ”

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าตัดสินกันง่ายๆ อย่างเนี้ยนะ เอาผ้าเหลืองก็ได้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ผืนนึง เอาผ้าแดงอีกผืนนึง เอาไปสวมตอซักสองตอ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แล้วคุณก็ตัดสินเลยเนี่ย เนี่ยเหลือง เนี่ยแดง

คุณวู้ดดี้: เหอๆ ครับๆ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เห็นมั๊ย อย่างเนี้ยจะไหวมั๊ย ถ้าเช่นนั้นเราก็สามารถตัดสินใครก็ได้จากรูปลักษณ์ภายนอก

คุณวู้ดดี้: ทุกวันนนี้เวลาเราเปิดตู้เสื้อผ้ามา เราปวดกบาลมาก เพราะว่า จะใส่แดงก็ไม่ได้ จะใส่เหลืองก็ไม่ จะใส่หลากสีก็ไม่ได้ ใส่อะไรไม่ได้ทั้งสิ้น แล้วผมมีความรู้สึก เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นคนเนี่ย ผมจะแค่ใส่เสื้อผ้าซักตัวหนึ่ง ยังต้องมานั่งระวังอีกว่าเดินออกไปนอกบ้าน แล้วคนจะคิดว่าเราเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้คิดอะไร เลย

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สะท้อนอะไรรู้มั๊ย สะท้อนว่า ถ้าเรา เต็มไปด้วยอคติ ถึงมีปัญญาเราก็จะไม่ใช้ เพราะฉะนั้น ในเมืองไทยของเรา เวลานี้เป็นอย่างนี้ คือ ป่วยด้วยโรค มองคนไม่ เห็นว่าเป็นคน เพราะอะไร เพราะว่าสายตาของเรานั้น เลือกข้างไปแล้วเรียบร้อย ฉะนั้น เราจึงไม่เห็นคนไทยว่าเป็นคนไทย เวลามองคนไทย เห็นแต่เสื้อที่สวมใส แต่มองไม่เห็นว่าเป็นคนไทย ฉะนั้น ในเวลานี้เนี่ย ต่อให้ใครมาเตือน ก็ยากมากที่เราจะได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง

คุณวู้ดดี้: วันนี้ไม่ว่าคุณจะไปบ้านไหน โรงเรียน สถาบันไหน ที่ทำงาน ออฟฟิซไหนก็ตามเนี่ย มันปฏิเสธไม่ได้นะครับ เนี่ยว่าหลายคนมันคือเลือกข้างไปแล้ว อย่างนี้ดีกว่า โดยที่อาจจะไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง ช่วงปีที่ผ่านมา ก็คือเกิด คล้ายๆ กับกระแสที่ว่ามีการถกเถียงกัน ของชั้นถูก ของเธอถูก ภาษาที่ใช้ในการด่าว่า เนี่ยมันหนักขึ้น รุนแรงขึ้น ไอ้นี่บ้า ไอ้นี่เลว คือมันกลายเป็นว่า จากมนุษย์ธรรมดา กลายเป็นนิสัยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อยากจะรู้มันเกิดอะไรขึ้น และอะไรมันถึงทำให้คนคนนึง สามารถเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เค้าไม่เกี่ยวข้องเลยกับสถานการณ์ เป็นเพราะอะไรฮะ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คือ เราอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ แต่ว่า เราอยู่ในบรรยากาศของมันไง นี่คือสภาพแวดล้อมของเรามันเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรง ตื่นมาเราก็เจอ เปิดโทรทัศน์เราก็เจอ อ่านหนังสือพิมพ์เราก็เจอ เพราะฉะนั้นเราก็ได้รับอิทธิพล จะโดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ที่นี้ ประการที่สองก็คือ ทำไมเราต้องขัดแย้งด้วยล่ะ ทำไมเราต้องด่าทอด้วยล่ะ ทำไมเราต้องเลือกข้างด้วยล่ะ ก็เพราะว่าลึกๆ เราตกเป็นทาสของอคติ คือความลำเอียงไง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ความลำเอียงนี้มีสี่ประการนะ และพระอาจารย์คิดว่าสี่ประการนี้เกิดขึ้นกับคนไทยครบทุกข้อเลย

คุณวู้ดดี้: สี่อย่างที่ว่าคือ หนึ่ง

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: หนึ่งเนี่ย ฉันทา คติ ลำเอียงเพราะรัก สองก็คือ โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สามก็คือ โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา สี่ พยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ลำเอียงเพราะรักทำให้คนคนหนึ่ง กลายเป็นเทวดาได้ โดยที่เราไม่สนใจข้อบกพร่องของเขา ลำเอียง เพราะชังเนี่ย ทำให้คนคนหนึ่งเนี่ย ทั้งๆ ที่มีคุณงามความดี แต่เรา ก็เสกให้เค้าเป็นภูติผีปิศาจได้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ต่อไป ลำเอียงเพราะเขลาก็ คือ เรารับข้อมูลข่าวสารมาไม่ครบไง คนไทยเรานี้มี อุปนิสัย เชื่อ มากกว่าที่จะหาความรู้ใช่มั๊ย

คุณวู้ดดี้: แน่นอน

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะฉะนั้น คนไทยเนี่ย จึงตก เป็นทาสของอคติ คือ ลำเอียงเพราะเขลา คือรับข้อมูลด้านเดียว

คุณวู้ดดี้: เรื่องความเชื่อเนี่ย มันปลูกฝังกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ใช่แค่ หมอผี วิญญาณ หรือว่าไสยศาสตร์ต่างๆ ที่เราเคยมีมา จนกระทั่งว่าทุกวันเนี้ย ก็ยังเป็นอยู่นะฮะ แม้กระทั่งข้อความที่ส่งผ่านทางเมสเซส หรือแม้กระทั่งในอินเตอร์เนท คือเค้าเองก็ไม่ได้มีข้อมูล ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แต่ส่งต่อ คือ อู๊ย ต้องระวังด้วย อู๊ย มันเป็นอย่างนี้นะ เหมือนกับว่า มันเชื่อตามไปด้วยนะ อันนี้คือถือว่าเป็นทาสมั๊ยครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อันนี้แหละคือทาสของอคติตัวที่ สาม ลำเอียงเพราะเขลา คือพอได้ข้อมูลอะไรมานี่ย แทบจะไม่ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเลยนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คือ อ่านปุ๊บ อู้ เชื่อ พอฟังปุ๊บ เชื่อ แล้วก็ส่งต่อๆๆ กันไป

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ไปๆ มาๆ คนที่ถูกระบายเนี่ย ใส่สีตีไข่เนี่ย กระดำกระด่างแทบไม่เหลือคุณงามความดี ทั้งๆ ที่บางทีเค้าอาจจะมีคุณงามความดีตั้งมากมายใช่มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แต่เพราะว่าในบรรยากาศของสังคม ไทยที่เชื่อกันง่ายๆ แบบนี้นะ ดังนั้น ในเมืองไทยเนี่ย คุณ อยากจะทำลายใครนะ มันง่ายที่สุดเลย

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แค่คุณเขียนใส่ร้ายป้ายสีเค้า แล้วก็ส่งฟอร้เวิร์ดเมล์

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ส่งไปทางทวิตเตอร์ ส่งไปทางเฟซบุค ส่งไปทางบีบี

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แค่นี้คนๆ นั้นก็หมดอนาคตแล้ว

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะอุปนิสัยคนไทย ชอบเชื่อ มากกว่าชอบศึกษา

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เห็นรึยัง ถ้าเราตกเป็นทาส ของอคติตัวที่สามเนี่ยนะ เราคนไทยจะถูกป้อนด้วยขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร ทั้งคืนทั้งวัน แล้ววันหนึ่ง ถ้าเกิดรเาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ เนี่ย เกิดเราคนไทยถูกเสี้ยมให้ลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากัน แล้วมารู้ความจริงทีหลังว่า เราถูกหลอก จะเหลือคนไทยไว้นั่งเสียใจมั๊ย

คุณวู้ดดี้: อืม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะว่าทุกฝ่ายเข้าสู่สงครามประชาชนกัน ไปหมดแล้ว ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

คุณวู้ดดี้: งั้น ไม่ว่าจะเป็นมือถือ สื่อต่างๆ หนังสือพิมพ์ ทีวี เฟซบุค ทวิตเตอร์ เราต้องบล็อค ต้องปิดหมดมั๊ยครับ เราควรจะงดรับสื่อเลยมั๊ยฮะ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สื่อ ปัญหาอยู่ที่วิธีใช้สื่อของเรา กับวิธีบริโภคสื่อของเรา

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าคุณไปปิดหมดนี่ ประเทศ ไทยยิ่งแย่เลยนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ยิ่งจำกัดเสรีภาพของสื่อ ยิ่งสะท้อนว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะฉะนั้น คุณใช้สื่อน่ะถูก ต้องแล้ว แต่สิ่งที่จะต้องพัฒนาให้ทันสมัยเหมือน กับสื่อ ก็คือว่า ศักยภาพในการรับสื่อของเราสิ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อันนี้แหละสำคัญที่สุด ต้องใช้ ปัญญาให้เป็น

คุณวู้ดดี้: อ้า

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เวลานี้ คนไทยเนี่ย พระอาจารย์ว่าใช้ความรู้สึกมากกว่าใช้ปัญญา

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สื่อเนี่ยชื่อเต็มๆ ว่า สื่อสารมวลชน ใช่มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คือสื่อสิ่งที่เป็นแก่นสารไปหามวลชน แต่เวลา นี้มันกลายเป็นสื่อมอมชน คือมอมให้คนมาทะเลาะกัน ทีนี้ถ้าสื่อเลือกข้างไปแล้วเนี่ย ก็เท่ากับว่าบ้าน เมืองก็ไม่มีหลักประกันเหมือนกัน มีผู้กล่าวกันว่า ใน สงคราม สิ่งที่จะถูกทำร้ายก่อนก็คือความจริง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระอาจารย์คิดว่า ตอนนี้ ในเมืองไทยเนี่ย ความจริงถูกทำร้ายอย่างน่าเศร้าที่สุดเลย

คุณวู้ดดี้: กลุ่มพลังเงียบเนี่ยคือกลุ่มซึ่งเฝ้าสังเกตุการณ์ ไม่มีปากเสียง บางทีวู้ดดี้เองก็ตกอยู่ในกลุ่มกลุ่มนั้น ไม่ใช่ว่าเราไม่มีความคิดนะน่ะฮะ แต่เราแค่อาจจะมีความกลัวในบางครั้ง ว่าถ้าเรานำเสนออะไรก็ตาม หรือพูดอะไรก้ตามออกไปเนี่ย มันอาจจะเหมือนกับว่าเราเอนไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หรือเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จนกระทั่งคนอาจจะว่าเรา ก้เลยถามว่า กลุ่มเงียบที่ว่าเนี่ย มันผิดมั๊ยฮะ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คือแทนที่เราจะถามว่ามันผิดหรือไม่ผิด พระอาจารย์อยากจะถามว่า พลังเงียบเนี่ย กับคนที่แสดงพลังเนี่ย ตกลงคุณได้รับผลกระทบมั๊ย พระอาจารย์ขอตอบผ่านนิทานพุทธปรัชญาเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องตีนกับตา ตีนก็คือเท้าเนี่ย ตาก็คือตาเราเนี่ย มันอยู่กันมาแสนผาสุข วันหนึ่ง เกิดความ คิดเห็นไม่ตรงกัน ตาก็คิดว่าที่ตีนได้เดินไปไหนต่อไหน ก็เพราะว่าตาเนี่ยมันดูทางให้ ตีนนั้นก็เลยเถียงว่า ก็ที่ตาได้เดินไปเห็นอะไรใกล้ๆ เนี่ย

คุณวู้ดดี้: ตีนพาไป

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ก็เพราะว่าตีนพาไปไม่ใช่หรือ ทั้งตาทั้งตีนต่างก็เถียงว่า ตนดีที่สุดเลย ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร ตาก็เลยยื่นคำขาดเลยนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ ว่า

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ว่า อ้า ถ้าตีนคิดว่าตีนดีนัก จากนี้อยากเดินไปไหนก็เดิน ฉันไม่มองก็ได้ ตาก็เลยหลับพรึบ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ตีนก็เออก็ได้ ชั้นก็แน่ ตีนมันก็เดินๆ ไปดิ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ในที่สุด ไปตกเหวเลย ลอยละลิ่วลงไปก้นเหว หล่นโครมลงไป

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: นะ ร่างกายแตกกระจาย ตากระเด็นไปทางนึง แล้วก็ตีนก็กระเด็นไปทางนึง แล้วที่ไม่เคยทำเลาะ อะไรกับเค้าเลย เป็นพลังเงียบก็คือลำตัว แตกกระจาย ละเอียดยิบเลย ลำตัวลุกขึ้นมาครางโอดโอยว่า แล้วชั้นเกี่ยวอะไรด้วย แต่ถ้าบ้านเมืองหายนะ คุณได้รับผลกระทบมั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: กระทบด้วย ฉะนั้นพระอาจารย์คิดว่าแทน ที่จะเป็นพลังเงียบ เราควรจะเป็นพลังชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ ไม่จำเป้นว่าจะต้องเป็นพลังเหลือง พลังแดง พลังของรัฐ หรือพลังของผู้มาประท้วงหรอก พระอาจารยืคิดว่าร่วมกันเป็นพลังแห่ง สติได้มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ช่วยกันทำอะไรซักอย่างหนึ่งที่ทำ ให้เห็นว่า ประเทศไทยก็ของเราเหมือนกัน และเราไม่อนุญาตให้ใครทำร้ายประเทศ

คุณวู้ดดี้: แต่ถ้าเป้าหมายของคุณที่อยู่ในหมู่พลังเงียบเนี่ย คืออยากให้ประเทศนี้ก้าวหน้าต่อไป อยากให้ความขัดแย้งนี้มันยุติลง เรามีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประเทศนี้แล้วเนี่ย เราต้องทำยังไง

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ต้องระวังตัวเอง อย่าให้สูญเสียสติ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: และปัญญา อย่าให้สูญเสียสติก็หมายความว่า อย่าตกเป็นทาสของการกระตุ้นเร้า โดยสื่อหรือโดยใครก็แล้วแต่ เพราะถ้าคุณเสียสติไปแล้วคุณก็จะใช้ อารมณ์

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พอคุณใช้อารมณ์แล้ว ถึงมีปัญญา คุณก็ไม่รู้จักใช้แล้ว

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สอง ขอให้ใช้ปัญญา อย่าไปใช้ความรุนแรง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: จะวิกฤติแค่ไหนก็ตาม อย่าลืมที่จะใช้ปัญญา อย่าใช้ความรุนแรง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: นี่ในแง่ของส่วนตัว แต่ถ้าในส่วนสังคมคุณก็ต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น

คุณวู้ดดี้: เช่น

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาคุย คุณเป็นศิลปิน คุณแต่งเพลงก็ได้ คุณเป็นนักธุรกิจ คุณอาจจะตั้งวงถกกันในกลุ่มธุรกิจว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง

คุณวู้ดดี้: อ้า

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ฉะนั้นเราทุกคน ทุกวงการทำอะไรได้หมด ถ้าเสียงเล็กๆ พร้อมใจกันส่งเสียงแห่งสตินะ พระอาจารย์คิดว่า เสียงนั้นก็ต้องดังขึ้นมา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ บางครั้งเราไม่ยอมที่จะส่งเสียงอะไรเลย เพราะว่าการที่เรากลัวไง

คุณวู้ดดี้: ใช่ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าเรากลัวกันมากๆ สุดท้ายเราจะได้อยู่ในประเทศที่มีแต่ความกลัว แต่ถ้าเราลุกขึ้นที่จะมาแสดงจุดยืนของเรา ความกลัวจะมาชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็จากไป ฉะนั้น เราจะอยุ่ในประเทศที่เต็มไปด้วยความกลัว หรือจะได้อยู่ในประเทศที่มีแต่ความสุข มันก็ขึ้นอยู่กับเราคนไทยทุกคน ว่าเราจะออกแบบประเทศยังไงกัน

คุณวู้ดดี้: กลัวแล้วมันผิดตรงไหนครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: กลัวนี่ไม่ผิดหรอก แต่กลัวนี่มัน ไม่ควร เพราะอะไรรู้มั๊ย เพราะว่าถ้าคุณกลัวเนี่ย ก็เท่ากับว่าคุณอนุญาตให้ความไม่ชอบธรรมต่างเกิดขึ้นในบ้านเมืองโดยดุษฎี

คุณวู้ดดี้: มันมีนโยบายออกมาเยอะมากครับ หลายคนเลยบอกว่า เราควรจะทำแบบนี้ เราชาวไทยต้องทำแบบนี้มันถึงจะสันติ แต่ผมเห็นแล้ว ส่วนใหญ่เนี่ยมัน มันเป็นเพียงแค่ สันติพิธี น่ะพระอาจารย์

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถูกต้อง

คุณวู้ดดี้: แต่มันไม่ทางออกอย่างแท้จริง

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สิ่งหนึ่งที่เราควรทำก็คือว่า เราจะต้อง ช่วยกันทำให้สันติวิธีเนี่ย เป็นเรื่องจริง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สันติพิธี กับ สันติ วิธี ต่างกันตรงไหนรู้มั๊ย สันติวิธีเนี่ยเริ่ม ต้นที่ความจริงใจ ส่วนสันติพิธีนั้นก็เริ่ม ต้นที่ความลวง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ฉะนัน แต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายที่บอกว่าอยากจะเจรจาเพื่อสันติเนี่ย คงต้องไปถามว่าคุณ จริงใจกับประเทศนี้ไหม

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อ้าง สันติ อ้าง อหิงสา ทุกกลุ่มเลย ทุกฝ่ายเลย อ้างหมด แล้วคนคนหนึ่งซึ่งถูกอ้างมากก็คือ มหาตมะ คานธี มหาตมะ คานธี เนี่ยเวลาที่เค้ามีม๊อบกันที่ไหนเนี่ย ท่านถูกอ้างตลอด คนก็มักจะอ้างท่านผิดๆ นะ สันติวิธีของคานธีเนี่ยนะ วู้ดดี้นะ มีหลักอยู่ว่า ไม่ว่าจะถูกกระทำแค่ไหน ก็ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แล้วก็ไม่กลัวที่จะถูกจับ ที่จะนำเข้าคุก เข้าตารางด้วย มหาตมะ คานธี เคยพูดว่า สำหรับนักันติวิธีแบบคานธี “การเดินเข้าคุกอย่างมีศักดิ์ศรี นั่นคือเกียรติยศของพวกเรา” ฉะนั้น คน ไทยทุกกลุ่ม ทุกคนอ้างสันติวิธีกันทั้งนั้น เราก็ต้องใช้จริงๆ ด้วย ถ้าเราใช้ไม่จริง มันก็เป็นแค่ น้ำยาบ้วนปากนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: บ้วนแล้วก็ทิ้งเลย ไม่มีอะไรกลืนลงคอซักคน

คุณวู้ดดี้: แต่คิดว่าทางออกแบบมหาตมะ คานธี เนี่ยครับ ที่อินเดีย หรืออ่ะ ผมเพิ่มอีกก็ได้ เนลสัน แมนเดลา เราเห็นตัวอย่างกันทั่วโลก มันจะประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้หรอฮะ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระอาจารย์คิดว่าใช้ได้ กรณีของเนลสัน แมนเดลาเนี่ย พระอาจารย์คิดว่าในเวลานี้ น่าเรียนรู้มากนะ คือเนลสัน แมนเดลาที่แอฟริกาใต้เนี่ย เค้าก็มีปัญหาว่ารัฐบาลผิวขาวมาปกครองคนผิวดำ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แล้วก็ครอบงำเบ็ดเสร็จมาอย่างงยาวนาน แมนเดลาเนี่ยเป็นหนึ่งในกลุ่มกองโจรรักชาติ จะว่าเป็นกบฏรักชาติก็ว่าได้ แล้วใช้วิธีสู้ด้วยการทำจรยุทธ ทำสงคราม สั่งซื้ออาวุธจากต่างประเทศเข้ามาเลย เข่นฆ่าราวีคนในชาติกัน แต่แล้วก็ไม่ยุติ ในที่สุด เนลสัน แมนเดลา ถูกจับไปขังคุกโดยรัฐบาลผิวขาว 27 ปีเต็มนะ

คุณวู้ดดี้: แล้ว เนลสัน แมนเดลาบอกว่า 27 ปีที่ผ่านมาเนี่ย เค้าได้บทเรียนอะไรครับ พระอาจารย์

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ท่านบอกว่า คุณรู้มั๊ย 27 ปีที่ผมอยู่ในคุก ผมได้บทสรุปว่า “ความรุนแรง มีแต่จะก่อให้เกิดความรุนแรงไม่รู้จบสิ้น” แล้วนักข่าวก็ถามว่า แล้วหลังจากนี้ท่านจะทำอะไร ท่านก็บอกว่า “ก็ในเมื่อความรุนแรงไม่ ใช่คำตอบ มันก็ต้องใช้สันติวิธี” พอท่านออกมาจากคุก ก็ไปจับเข่าคุยกับประธานาธิบดีซึ่งถืออำนาจรัฐอยู่ตอนนั้นเลย คุยกันไปคุยกันมาได้ข้อตกลงว่า เออ มันต้องพบกันครึ่งทาง แล้วคุณโยมเชื่อมั๊ย พอทั้งคู่ตัดสินว่าจะเจรจาแล้วก็พบกันครึ่งทางเนี่ยนะ ก็จัดให้มีการเลือกตั้ง แล้วพอมีการเลือกตั้งปั๊บ คุณโยมเชื่อมั๊ย ฝ่ายที่เสียเปรียบมาตลอดคือ เนลสัน แมนเดลา จมหายอยู่ในคุก 27 ปีเนี่ย สุดท้ายได้รับการเลือกตั้งมาเป็นประธานาธิบดีผิวสี ท่ามกลางรัฐบาลผิวขาวด้วยซ้ำไป

คุณวู้ดดี้: อืม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เค้าก็ประสบความสำเร็จ พอประสบความสำเร็จได้เป็นประธานาธิบดีแล้วเนี่ย ประเทศก็เกิดสันติ สิ่งที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือเค้าได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วย แล้วคณะกรรมการโนเบลนั้นก็ยุติธรรมมากนะ บอกว่า สันติที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ ไม่ได้เกิดขึ้นจาก เนลสัน แมนเดลา แต่เกิดขึ้นจากอดีตประธานาธิบดีคนเก่าร่วมกับ เนลสัน แมนเดลา เพราะฉะนั้นรางวัลโนเบลสาขาสันติภพาขอมอบแก่ท่านทั้งสองคน

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: วู้ดดี้เห็นบทสรุปมั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ว่าไม่มีใครสร้างสันติได้ ถ้าไม่ได้รับร่วมือกับใครอีกคนหนึ่ง ถ้ารัฐบาลอยากจะสร้างสันติภาพฝ่ายเดียวก็ไม่จบหรอก ถ้ากลุ่มผู้เรียกร้องอยากจะสร้างสันติภาพฝ่ายเดียวก็ไม่จบหรอก ถ้าทหารอยากจะสร้างวันติภาพฝ่ายเดียวก็ไม่จบหรอก

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สันติภาพต้องเกิดจากสันติวิธีที่ คนทุกฝ่ายมาร่วมกัน

คุณวู้ดดี้: ครับ ระหว่างที่เราคุยอยู่นี่ ผมเชื่อว่า อาจจะมีบางที่เห็นเรามานั่งพูดคุยกัน สนทนากันเนี่ย อาจจะตั้งคำถามว่า กิจของสงฆ์เนี่ย จริงแล้วมันคืออะไร สงฆ์นั้นมีสิทธิที่จะออกเสียงทางการเมือง หรือว่าชุมนุมหรือไม่ครับ พระอาจารย์

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เราคงต้องมานิยามกิจของสงฆ์กันบ้างแล้วนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะว่าประโยคนี้เนี่ย พระอาจารย์คิดว่าเวลาเราไม่อยากให้พระมายุ่งเรื่องเราก็เอาคำนี้มาใช้นะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อย่ามายุ่งหลวงพ่อ ไม่ใช่กิจของสงฆ์

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แล้ววู้ดดี้เคยเข้าใจคำว่ากิจของสงฆ์มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ไม่เคยครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ก็นั่นสิ แล้วคุณพูดไปได้ไง

คุณวู้ดดี้: ฮ่าฮ่าฮ่า

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: กิจของสงฆ์เนี่ยนะ วู้ดดี้นะ ท่านบอกเอาไว้ว่า ศึกษา

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ปฏิบัติ สัมผัสผล

คุณวู้ดดี้: อืม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เผยแผ่

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: และแก้ไข

คุณวู้ดดี้: อืม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะฉะนั้น การเผยแผ่นี่เป็นกิจของสงฆ์มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: การออกมาเทศน์ ออกมาสอนนี่เป็นกิจของสงฆ์มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เป็น

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แต่เราไทยเนี่ยมักจะเข้าใจผิดๆ ว่า พระอย่ามายุ่ง อย่ามาเทศน์ อย่ามาสอนในเรื่องของกิจการบ้านเมือง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พอเราเข้าใจผิดอย่างนี้นะ เราก็แยกกิจการบ้านเมืองเอาไว้ก้อนนึง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เราแยกพระสงฆ์เอาไว้ก้อนนึง

คุณวู้ดดี้: อืม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พอเราไปแยกพระสงฆ์ออกจากการเมือง เนี่ย พระอาจารย์ว่าแย่แล้วนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แต่พอเราไปแยกธรรมะ ออกจากนักการเมืองแย่ยิ่งกว่านะ คือคุณแยกการเมืองออกจากสังฆะ หรือว่าพระสงฆ์ เป็นเรื่องที่รับได้

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณไปแยกธรรมะออก จากการเมืองเนี่ย หายนะทันทีเลย และนี่แหละ คือต้นตอของ วิกฤติการเมืองไทยในทุกวันนี้ไง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ฉะนั้นกล่าวอย่างสั้นที่สุด บทบาท ของพระก็คือ มีหน้าที่ให้สตินักการเมืองได้ แต่ไม่มีหน้าที่ลงไปเล่นการเมือง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าทำแค่นี้เนี่ย พระก็ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองได้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามลงไป ตะลุมบอนกับเขา อันนี้เลยพระธรรมวินัย

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถือว่าไม่ถูกต้องแล้ว เพราะอะไร เพราะไม่ใช่ท่านไปเตือนนักการเมืองแล้วหละ ท่านไม่ไปสอนนักการเมืองแล้วหละ ถ้าเช่นนั้น ท่ากำลังเล่นการเอง

คุณวู้ดดี้: อ่า

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อันนี้พระวินัยไม่อนุญาตเด็ดขาด

คุณวู้ดดี้: อีกประเด็นหนึ่งผมอยากจะถามพระอาจารย์ เพราะว่า เหมือนกับบางคนอาจจะเชื่อนะครับ ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันเนี่ย มันสืบเนื่องมาจากกรรมเก่าของเรา ก็คืออาจจะเป็นเรื่องของดาวเคราะห์ อาจจะเป็นเรื่องของชะตาบ้านเมืองไม่ดี ปีชง ต้องแก้กรรม สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา คือ อย่าเพิ่งขำนะครับว่าทำไมผมถึงถาม แต่เพียงบางกลุ่มพูดอย่างนี้ ว่านี่คือที่มาของปัญหาทั้งหมดในบ้านเมือง เราจะบอกกับเค้าว่ายังไงดีครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เอ่อ วิธีอธิบายปัญหาของคนไทยนี่มันฟังดูประหลาดนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: หนึ่งเป็นกรรมเก่า

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะฉะนั้นเราคนไทยจึงยอมรับกรรมเก่า เถอะ ไม่มีทางเลี่ยงเลย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: วิธีแก้ของเราก็คือเราทำบุญประเทศไง

คุณวู้ดดี้: อ่า

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ปล่อยวัว ปล่อยควาย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ไปปล่อยทำไม วัวควายมันไปรู้เรื่องอะไรด้วย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ปล่อยคนที่จะไปปล่อยวัวปล่อยควายยังดี กว่านะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระอาจารย์ว่านะ

คุณวู้ดดี้: เห็นด้วยครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะวิธีอธิบายของเราเนี่ย เช่นบอกว่าเป็นกรรมเก่า มันไม่ได้ช่วยอะไรนะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะถ้าเราเชื่อว่าวิกฤติของบ้านเมือง เป็นเรื่องของกรรมเก่า เท่ากับเราต้องยอมจำนน

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คุณแก้ไม่ได้นะ เพราะอะไร ก็กรรมเก่ามันชาติที่แล้วอ่ะ คุณไปแก้มันได้ไง คุณต้องรับ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ทำให้เรายอมจำนนกันทั้งชาติ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ทีนี้ ถ้าเราบอกว่าเป็นเคราะห์

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เราก็ต้องสะเดาะเคราะห์อย่างเดียวซิ

คุณวู้ดดี้: อื้อ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระอาจารย์เคยเห็นมาตลอดว่า สะเดาะเคราะห์กันอยู่ตลอด พอยิ่งสะเดาะเคราะห์ ก็ยิ่งแย่ลงทุกทีใช่มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แล้วต่อมาก็บอกว่าดวงเมืองไม่ดี

คุณวู้ดดี้: อื้อ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พอดวงเมืองมันไม่ดี พระอาจารย์ก็คิดว่า ทำไมดวงเมืองไทยมันถึงไม่ดีต่อเนื่องกันขนาดนี้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เมื่อไหร่มันจะดีขึ้น ถ้าเรา บอกว่าดวงเมืองไม่ดีนะ ผลคืออะไรรู้มั๊ย คนไทยไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นความผิดของดวงเมือง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: หากว่าเป็นอย่างนี้แล้วเป็นไง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ก้มหน้าไปซิ ใช่มั๊ย

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไป เพราะอะไร เพราะว่าความผิดพลาดอยู่ที่ดวงเมือง เราคนไทยถึงยังไงก็ไม่ผิด

คุณวู้ดดี้: อ้า

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่า เราไม่ต้องรับผิดชอบ ให้ดวงรับผิดชอบ นั่นก็เป็นต้นตอของวิกฤติ และอีกอย่างหนึ่งก็คือเราคิดว่า ดวงของผู้นำประเทศ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: มันชงกัน

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เพราะฉะนั้นช่วงนี้รับรอง ยังไงก็ไม่ดี

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พออธิบายอย่างนี้ปั๊บ มนุษย์เลยไม่ต้องทำอะไรเลยนะ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: กลายเป็นว่าต้นขอปัญหาเป็นเรื่อง นอกตัวเราทั้งหมด วิธีคิดอย่างนี้เนี่ย เป็นวิธีคิดที่ ถึงยังไงปัญญาชนทั้งหลายก็รับไม่ได้ พุทธศาสนาก็รับไม่ได้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระอาจารย์อยากจะบอกว่า กรรมเก่า ไม่ใช่จากชาติที่แล้วหรอก เป็นกรรมเก่าของเราคน ไทยในชาตินี้ ที่เราร่วมกันคิด ที่เราร่วมกันพูด ร่วมกันทำ เราสั่งสมเหตุปัจจัยมาเป็น 30 40 ปี นี่แหละคือกรรมเก่าที่เราร่วมกันทำ ไม่ใช่กรรมเก่าที่เราทำแต่ชาติที่แล้ว ถ้า เรานิยามกรรมเก่าของเราคนไทยว่าเป็นกรรมที่ทำร่วมกันในชาตินี้ ทางแก้เป็นไปได้มั๊ย

คุณวู้ดดี้: ได้ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เป็นไปได้ แล้วกรรมเก่าเช่นนั้น มีอะไรบ้าง เช่น หนึ่งเรามีค่านิยมวิปริตไง

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เรามีค่านิยมวิปริตว่า สองมาตราฐานเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ในเมืองไทย การที่เราเชื่อมั่นว่า โกงก้ได้นะ ขอให้แบ่งกันน่ะ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าโกงแล้วไม่แบ่งเนี่ย ไม่ดี แต่ถ้าแล้วแบ่ง น่ะดี

คุณวู้ดดี้: ใช่ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: อันนี้ ภาษาพระเรียกว่ามโนกรรม คือกรรมเก่าในระดับค่านิยม

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าคนไทบมีค่านิยมแบบนี้ฝังหัวอยู่ มันก็จะส่งผลมาทางพฤติกรรม เช่น ก็มีแต่คนที่คอยแต่จะละเมิดกฎหมาย ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ใครละเมิดกฎหมาย เค้าก็มองว่าด้อยการศึกษา แต่ในเมืองไทย ใครละเมิกกฎหมายได้ เราถือว่าเท่นะ เราเป็นอภิสิทธิชน เพราะฉะนั้นมันสะท้อนวิธีคิดของเรา ว่าถ้านิยมของเราวิปริต พฤติกรรมของเราก็วิปริตไปด้วย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: และเช่นเดียวกัน ถ้าเรามีค่านิยมที่บอกว่าโกงก็ได้แต่ขอให้แบ่งกัน พระอาจารย์อยากจะบอกว่า การ โกง การคอร์รัปชันนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย แต่สิ่งที่ อันตรายยิ่งกว่านั้นก็คือ ทรรศนคติที่อนุญาตให้มีการโกงได้โดยที่ไม่เห็นว่าเป็นความผิด

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สิ่งนี้ต่างหากคือการสร้างคำ อธิบายให้การโกงมีความชอบธรรม เป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าการโกงโดยตรงเสียอีก

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: นี่ไงกรรมเก่าของเรา

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ฉะนั้น ถ้าเรามีกรรมเก่า คือค่านิยมที่วิปริตอย่างนี้ ทำไมเมืองไทยมันจะไม่วิปริตล่ะ ฉะนั้นกรรมเก่าที่เราสะสมมาเป็น 20 30 ปีนะ ที่กำลังทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้นะ เป็นแค่ปรากฏกาล เพราะว่าไม่ใช่แค่คนกลุ่มเราเท่านั้นหรอกที่สั่งสมกรรมเก่าชนิดเช่นนี้ เราคนไทยสั่งสมกันมาหลายชั่วคน

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แล้วผลมันมาแสงดที่คนรุ่นเรา

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เห็นรึยัง ฉะนั้นกรรมเก่าก็เราทำ เองในชาตินี้แหละ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: และในเมื่อมันเป็นกรรมเก่าที่เรา ทำเองในชาตินี้ ก็เราทุกคนนี่แหละจะต้องแก้กันในชาตินี้ ไม่ต้องไปแก้กันชาติหน้า

คุณวู้ดดี้: วันนี้ที่เราคุยกันเนี่ย มันจะมีหลายประเด็นซึ่งคนที่เป็นพลังเงียบเนี่ย สามารถใช้ประยุกได้ แต่สมมุติว่าวันนี้ สมมุติเฉยๆ ว่า แกนนำทุกฝ่ายกำลังติดตามชมอยู่ และลึกๆ ในใจเนี่ย อ่อนแอกันหมดแล้ว ไม่รู้จะไปในทางไหน ทั้งๆ ที่เบื้องหน้าเนี่ยยังแสดงว่าตัวเองเนี่ยยังมั่นใจอยู่ดีเนี่ย เค้าควรจะตั้งสติและคิดยังไงต่อไปครับเพื่อหาทางออก

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ที่เราไม่สามารถใช้ปัญญาอย่าง เป็นกลาง และมองไม่เห็นทางออกนั้น เพราะว่าเรายังก้าวไม่ข้ามสามเรื่องต่อไปนี้ หนึ่ง เราไม่สามารถก้าวข้ามเสื้อเหลือง สอง เราไม่สามารถก้าวข้ามเสื้อแดง สาม เราไม่สามารถก้าวข้ามรัฐบาลปัจจุบัน ถ้าเราอยากจะให้เสื้อเหลืองมาเนี่ย พอเสื้อเหลืองมา เสื้อแดงก้ต้องค้าน ถ้าเราอยากจะให้เสื้อแดงมา เสื้อเหลืองก็ต้องค้าน ถ้าเราไม่เลือกเสื้อเหลือง ถ้าเราไม่เลือกเสื้อแดง รัฐบาลปัจจุบันมา ทั้งเหลืองทั้งแดงก็ต้องค้าน

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ดังนั้น พระอาจารย์จึงอยากจะบอกว่า ถ้า เราก้าวข้ามทั้งเหลือง ก้าวข้ามทั้งแดง ก้าวข้ามทั้งผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน แล้วเราก็จะเห็นประเทศไทย โดดเด่นอยู่ตรงนั้น ตอนนี้เรามองไม่เห็นประเทศไทยเลย เราอย่าไปคิดซิว่าถ้าเหลืองไม่มา คำตอบคือแดง ถ้าแดงไม่มา คำตอบก็คือเหลือง ซึ่งในทางปฏิบัติ พระอาจารย์ว่า อันนี้ไม่ใช่ทางออกเลย เพราะอะไร มันพิสูจน์แล้วว่าพอเหลืองมา แดงก็ต้องค้าน พอตั้งใหม่ พอแดงมา เหลืองก็ต้องค้าน เห็มมั๊ย เราเข้าสู่ความสุดโต่งกันทั้งคู่แล้ว แล้วพอรัฐบาลปัจจุบันมาก็ ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมรับอีก สุดท้ายก็ต้องค้าน ดังนั้นประเทศก็ไปไหนไม่ได้หรอก พระอาจารย์คิดว่าเอาอย่างนี้ ก็ก้าวข้ามมันทั้งสามเส้านี่แหละ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: แล้วเราก็มา บริหารจัดการประเทศกันใหม่ เราอย่าไปยึกติดซิว่าคนเก่งมีแค่สามกลุ่มนี้

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: พระอาจารย์คิดว่า วู้ดดี้ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้นะ

คุณวู้ดดี้: อื้ม

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: คือ เรามักจะคิดว่า คนเก่งมักจะเป็นคนอื่น และนั่นก็เป็นเหตุให้เรารอ รอว่าคนเก่งจะมาช่วยเรา เราแทบไม่คิดเองแล้วนะ เราก็รอฟัง คนนั้น แล้วเราก็รอฟังคนนี้ แต่เราไม่ เคยฟังเสียงหัวใจตัวเองเลย นี่ก็เป็นเหตุให้ปัญหาของ ประเทศนั้นมันหมักหมม เพราะอะไร เพราะว่า เรา ก็ฝากไว้กับคนนั้น คนนั้น คนนั้น ถ้าเราไม่หลงลืมประวัติศาสตร์ พระอาจารย์คิดว่าในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา ตัวละครทุกตัวที่เคยอยู่ในความขัดแย้ง ตัวเดิมทั้งหมดเลย

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ทุกคนเป็นคนกลุ่มเดิมทั้งนั้น แหละที่ขัดแย้งกันอยู่แค่นี้แหละ ฉะนั้น เมื่อเราคนไทยลุก ขึ้นมาแล้วก็เชื่อมั่นในพลังแห่งสติปัญญาของตัวเองนะ ไม่ยอมให้ใครจูงจมูกกันง่ายๆ เมืองไทยจะเข้มแข็งกว่านี้มาก พระอาจารย์สงสัยเสมอว่า เราคนไทยนี่ถูกออกแบบให้อ่อนแอรึเปล่า เราจึงไม่ได้เห็นรายการโทรทัศน์ที่เติมรอยหยักในสมอง เราจึงไม่ค่อยได้ฟังวิทยุที่เติมรอยหยักในสมอง เราจึงไม่ค่อยได้อ่านสื่อดีๆ ที่มีบทความที่ผู้เขียนเนี่ย เป็นผู้ที่ใช้ปัญญาอย่างอิสระเสรี เพราะสิ่งเหล่านี้หรือเปล่ามันจึงออกแบบให้เราคนไทยเนี่ย อ่อนแอทางสติปัญญา ในระบอบประชาธิปไตยเนี่ยนะ วู้ดดี้นะ สิ่งที่ เป็นหลักประกันให้กับระบอบนี้อย่างมั่นคงที่สุด

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ก็คือ ระดับสติปัญญาของประชาชน ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม ระดับสติปัญญาของประชาชนไม่เข้มแข็ง ประชาธิปไตยก็จะอ่อนแอมาก ดังนั้นในอนาคตเนี่ย ถ้าเราจะมีประชาธิปไตย สิ่ง ที่ควรจะถามหาก็คือ ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่คือคุณภาพของการเลือกตั้ง อันนั้นต่างหาก ถ้าการเลือกตั้งมีคุณภาพ เราจะได้รัฐบาลที่มีคุณภาพ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าการเลือกตั้งเนี่ย ไม่มีคุณภาพ เราก็จะกลับมาที่เดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่จบไม่สิ้น

คุณวู้ดดี้: หวังว่าวันนั้นมันจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ บ้านเรา อย่างเร็ว นะครับ บางครั้งผมมีความรู้สึกว่า ผมเป็นเพียงแค่คนเดียว คนเล็กๆ คนหนึ่ง ที่รักประเทศชาตินี้มาก แต่ผมไม่รู้ คือเอางี้ มืดแปดด้านดีกว่า ว่าผมสามารถช่วยได้ยังไง

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เอางี้ พระอาจารย์พูดอย่างนี้ ถ้าวู้ดดี้เป็นสื่อนะ แล้วอยากช่วยประเทศนะ พระอาจารย์ขอสองอย่าง หนึ่งก็ขอให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่จะลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของสื่อบ้าง ไม่ใช่สื่อเองก็กลัว ถ้าสื่อเองก็ยังกลัว แล้วประชาชนจะมีช่องทางไหนล่ะ

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เราแทบไม่เหลือช่องทางแล้วใช่มั๊ย ฉะนั้น ช่องทางของสื่อเนี่ย เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนจะได้ใช้ เป็นหลักประกันให้บ้านเมือง

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: สอง ขอให้สิ่งที่สื่อนำเสนอเป็นความจริงที่เป็นจริง ไม่ใช่ความจริงที่ฉันอยากให้เป็น

คุณวู้ดดี้: ครับ

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: ถ้าคุณทำสองนี้นะ วู้ดดี้ช่วยชาติได้แล้ว

คุณวู้ดดี้: ครับ ผมเชื่อนะครับว่า พี่น้องชาวไทยทุกคน มีปัญญา แต่ในช่วงนี้อาจจะ ขาดสติ เพราะมันอาจจะมืด คือเมฆมันเยอะเหลือเกินในช่วงนี้ เพื่อให้เข้าใจอย่างง่ายมากที่สุด เพื่อแนวทาง เอาอย่างนี้ดีกว่า ที่กำลังสั่น หรือว่ากำลังหลงทางอยู่เนี่ย กลัว งง สับสน พรุ่งนี้เช้าวันจันทร์เนี่ย วันที่ 10 พฤษภาคม เค้าตื่นขึ้นมาแล้วเนี่ย อาจารย์มีข้อแนะนำมั๊ยครับว่า เค้าควรจะต้องปรับความคิดยังไง ชีวิตเค้าจะได้เปลี่ยน

พระอาจารย์ ว. วชริเมธี: เบื้องต้นนะ เราต้องไม่ดูถูกตัว เองนะ ว่าเราเนี่ย ถึงแม้จะเป็นคนเล็กๆ แต่โลกไม่เคยเปลี่ยนเพราะคนใหญ่ๆ คนโตๆ โลกนี้ เปลี่ยนเพราะคนเล็กที่ไม่ดูถูกตัวเองทั้งนั้น ฉะนั้น เราอย่า ไปดูถูกตัวเองว่าเราจะช่วยอะไรไม่ได้ แล้วประการต่อมาก็คือ พระอาจารย์อยากจะให้มองว่า ถ้าเราแต่ละคน ช่วยกันส่งเสียงว่า เราไม่อยากเห็นเมืองไทยเข้าสู่กลียุค เราไม่อยากเห็นเมืองไทยมีแต่ความรุนแรง เราไม่เห็นเมืองไทยมีสงครามกลางเมือง ช่วยกันส่งเสียง เสียงของคนเล็กๆ แต่ละเสียง แต่ละเสียง แต่ละเสียง ถ้าช่วยกันเปล่งออกมา มันก็เหมือนหิ่งห้อยน่ะ มาบินรวมกันเป็นฝูง ก้จะมีแสงสว่างมากพอ ไม่น้อยไปกว่าสปอตไลท์ได้เหมือนกัน ฉะนั้น เราทุกคนในฐานะเจ้าของประเทศ คุณจะทำอาชีพไหนก็ได้ และคุณจะอยู่ฝักฝ่ายไหนก็ได้ แต่ ณ เวลานี้คุณต้องไม่ลืมว่า นอกจากคุณจะเป็นเสื้อเหลือง คุณจะเป็นเสื้อแดง คุณจะเป็นเสื้อหลากสีแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นคุณ เป็นคนไทย และตรงนี้แหละ คือจุดร่วมที่เราคนไทย จะพร้อมอกพร้อมใจกันมา ส่งสัญญาณเพื่อเรียกเอาสติของเราคืนมาว่า เราเป็นคนไทยเหมือนกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ฉะนั้น เราไม่ควรต้องมาให้ คนไทยมาบากเจ็บล้มตายในความขัดแย้งทางการเมือง ส่งเสียงแห่งสติ ส่งเสียงแห่งปัญญาอย่างนี้ออกไปให้มากที่สุด ใครส่งเสียงได้ทางไหน ก็ส่งเสียงทางนั้น ถ้าเราทำได้อย่างนี้ นี่แหละคือจุดร่วมที่เราจะพบกันได้ ถ้าเราไม่อนุฐาตให้ใครมาทำร้าย ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตามนะ แล้วส่งเสียงให้ดังที่สุด เสียงเล็กๆ ก็จะกลายเป็นเสียงที่มีพลังอย่างแน่นอน

คุณวู้ดดี้: กราบนมัสการครับ พระอาจารย์ ว. ครับ ในค่ำคืนนี้นะครับ ผมเชื่อว่าผมได้เปล่งเสียงนิดนึง นิดเดียวครับ แต่วู้ดดี้มีความหวังนะครับว่า จากวินาทีนี้เป็นต้นไป เสียงเล็กๆ ของเราเนี่ย จะถูกสะท้อนก้องกังวาลไปทั่วประเทศ ขึ้นอยู่กับคุณผู้ชมที่ติดตามชมอยู่ในค่ำคืนนี้แหละครับ จะกี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านคน นึกดูซิครับว่าต่อจากนี้ไป เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีเลยนะครับ บอกกับตัวเองนะครับว่า เราจะให้เหตุการแบบนี้มาครอบงำเราไม่ได้ เราเชื่อว่าเราจะสามารถเอาประเทศไทยกลับมาได้เหมือนเดิม คิดแค่นี้ เชื่อในสิ่งนั้น แล้วผมเชื่อหละครับว่า ประเทศนี้จะต้องเปลี่ยนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ราตรีสวัสดิ์ครับ พี่น้องชาวไทย

[เพลง อยากเห็นคนไทย รักกันได้อย่างเดิม โดย www.weloveking.com]

ไม่ลืมรสชาติของความพ่ายแพ้
จดจำรอบแผลของวันที่คนไทยหัวใจสลาย
บนทางที่แตกต่างสี
ที่ทุกคนทำใจไม่ได้
น่าเศร้าใจ ที่เห็นคนไทยไม่รักกัน
กลับมาทบทวนกันดูซักครั้ง
บทเรียนเบื้องหลังได้สอนอะไรเรามากกว่านั้น
เราลองวางปมปัญหา
หันหน้ามาแล้วพูดจากัน
หนทางเดียว จะช่วยให้ผ่านให้พ้นไป

ให้คิดว่าเราเป็นคนไทยเหมือนกัน
มีในหลวงองค์เดียวกัน
อย่าฆ่าแกงกันเลยนะ

สู่ความสงบ สันติ สามัคคี
ร่วมใจกันทำความดีถวายพ่อหลวงของไทย
หล่อหลอมเป็นใจเดียวกัน
มาสร้างสรรค์ทางเลือกกันใหม่
อยากเห็นคนไทย รักกันได้อย่างเดิม

สู่ความสงบ สันติ สามัคคี
ร่วมใจกันทำความดีถวายพ่อหลวงของไทย
หล่อหลอมเป็นใจเดียวกัน
มาสร้างสรรค์ทางเลือกกันใหม่
อยากเห็นคนไทย รักกันได้อย่างเดิม
อยากเห็นคนไทย รักกันได้อย่างเดิม

“…แล้วใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือ ต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วก็ที่แพ้ที่สุด ก็คือประเทศชาติ จะมีประโยชน์อะไรกับ ชัยชนะบนกองซากปรักหักพังของบ้านเมือง…” พระ ราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Advertisements
2 Comments leave one →
  1. January 22, 2011 1:53 am

    บทถอดคำพูดนี่ เจ้าของเว็บถอดเองป่าวอ่ะครับ ผมอยากเอาไปลงไดอารี จะได้ให้เครดิตกลับมาครับ 😉

    • kittipatv permalink*
      January 22, 2011 7:47 am

      ถอดเองครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: